ในช่วงวันที่ 29 ต.ค. – 9 พ.ย. 2568 ที่ผ่านมาเราได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรม หลักสูตร 10 วันของท่านอาจารย์โกเอ็นก้าเป็นครั้งแรกที่ศูนย์ฯ ธรรมธานี กรุงเทพฯ ซึ่งนับว่าเป็นประสบการณ์หนึ่งที่ดีมากในชีวิต เชื่อว่าอาจจะมีบางคนสงสัยว่าหลักสูตร 10 วันนี้ต้องทำอะไรบ้าง สถานที่ปฏิบัติธรรมเป็นอย่างไร มีค่าใช้จ่ายหรือไม่ ปฏิบัติ 10 วันได้เจออะไรบ้าง เราเลยตัดสินใจเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อเล่าประสบการณ์และสิ่งที่เราเจอ เผื่อว่าข้อมูลบางส่วนในบทความนี้อาจจะเป็นประโยชน์ให้กับใครสักคนที่สนใจในการปฏิบัติธรรมที่นี่นะคะ

*ถึงแม้ว่าผู้ปฏิบัติจะได้ฟังคำสอนและธรรมบรรยายของอาจารย์โกเอ็นก้าเหมือนกัน แต่ประสบการณ์ที่ได้เจอระหว่างปฏิบัตินั้นจะขึ้นอยู่กับการปฏิบัติของแต่ละคนนะคะ

ขอเกริ่นก่อนว่าส่วนตัวเรานั้นได้คำตอบในสิ่งที่เคยสงสัย ได้คำแนะนำที่เหมาะกับชีวิตเราในขณะนั้น และได้รู้จักตัวเองในแบบที่ไม่เคยได้จากที่ไหนมาก่อน เลยอยากถือโอกาสนี้บันทึกประสบการณ์และความรู้สึกที่ได้เจอในครั้งนี้ไว้ว่าครั้งหนึ่งเราเคยมาปฏิบัติที่นี่ด้วย เกริ่นเรียบร้อยแล้วก็ขอเข้าเนื้อหากันเลยค่ะ

เริ่มต้นเดินทาง ลุย!

เริ่มต้นที่จะต้องเดินทางไปยังศูนย์ฯ ในช่วงบ่ายของวันแรกซึ่งนับเป็นวันที่ 0 โดยสามารถเดินทางด้วยรถตู้ที่ทางศูนย์ฯ จัดให้โดยสามารถขึ้นรถจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ, วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน, หรือ mrt ตลาดมีนบุรี ทั้งนี้จะต้องแจ้งทางศูนย์เพื่อจองรถล่วงหน้า หรือสามารถเดินทางโดยรถสาธารณะ หรือรถยนต์ส่วนตัวก็ได้ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  ศูนย์ฯ ธรรมธานี กรุงเทพฯ

ส่วนตัวเราขึ้นรถตู้ที่ทางศูนย์ฯ จัดให้ ยอมรับว่าตอนนั้นยังมีความกังวลอยู่มากด้วยความที่ไปครั้งแรกและไม่รู้จักใครเลย แต่เมื่อเดินทางไปถึง พี่ที่ศูนย์ฯ และธรรมบริกรทุกคนต้อนรับด้วยความสุภาพและใจดีมาก เราเลยรู้สึกสบายใจขึ้น เมื่อลงทะเบียนและฝากมือถือพร้อมของมีค่าเรียบร้อย ก็ขนของเข้าไปที่ห้องพักได้เลย

สถานที่

กฎของที่นี่คือต้องฝากมือถือซึ่งจะได้รับคืนในวันที่ 11 และฝากกระเป๋าสตางค์และของมีค่าไว้เนื่องจากประตูห้องพักไม่สามารถล็อกจากด้านนอกได้

*รูปภาพทั้งหมดต่อจากนี้เป็นรูปที่ถ่ายในวันสุดท้ายหลังได้มือถือคืน

ด้านหน้าช่องพักหรือ Bay
ด้านหน้าช่องพักหรือ Bay

ห้องพักและสถานที่ปฏิบัติธรรมจะมีการแบ่งเขตชาย-หญิงซึ่งจะมีที่กั้นแบ่งเขตชัดเจนในวันที่ 1-9 แล้วที่กั้นจะเปิดออกในวันที่ 10 ส่วนห้องพักจะแบ่งเป็นช่องพักที่เรียกกันว่า Bay โดย Bay นึงจะมีอยู่ 22 ห้อง

ห้องพักส่วนตัว
ห้องพัก

ห้องพักเดี่ยวขนาดประมาณ 2 x 2 เมตร ครั้งแรกที่เห็นรู้สึกว่าห้องเล็กแต่พอเข้าไปอยู่จริงๆ แล้วกลับรู้สึกว่าขนาดห้องพอดีมาก ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป ในห้องจะมีเตียงนอน ซึ่งทางศูนย์ฯ จะมีผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน และผ้าห่มให้ มีพัดลมให้เนื่องจากแอร์จะเปิดในช่วงเวลาพักตอนเที่ยงกับตอนกลางคืนเท่านั้น นอกจากนี้ในห้องจะมี ถาดหลุม ชาม ช้อน ส้อม แก้วน้ำ และผ้าเช็ดจานให้ แต่ผู้ปฏิบัติต้องนำสก๊อตไบร์ทสำหรับล้างจานไปเองด้วย

หน้าห้องพัก
ที่วางถาดหลุมหน้าห้องพัก

ผู้ปฏิบัติจะต้องรับประทานอาหารที่หน้าห้องพักของตน ที่นี่จะไม่ให้รับประทานอาหารในห้องพักเพื่อป้องกันแมลงหรือสัตว์ต่างๆ โดยผู้ปฏิบัติสามารถวางถาดหลุมบนที่วางหน้าห้อง และในห้องจะมีเก้าอี้พลาสติกแบบไม่มีพนักพิงไว้ให้หนึ่งตัว

ห้องน้ำรวม
ห้องน้ำ

ห้องน้ำจะเป็นห้องน้ำรวมตรงกลางในแต่ละเบย์จะมี 8 ห้อง โดยของใช้ส่วนตัวรวมถึงกระดาษชำระต้องนำไปเองทั้งหมด

ด้านหลังห้องพักจะมีโซนไว้ซักผ้าและตากผ้าได้

เริ่มการอบรม

การอบรมจะเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 0 ในช่วงเย็น โดยจะมีอาหารเย็นให้ผู้ปฏิบัติทุกคน อาหารที่นี่จะเป็นมังสวิรัติทั้งหมด โดยตั้งแต่วันที่ 1 จะมีอาหารให้สองมื้อในช่วงเช้าและกลางวัน ส่วนช่วงเย็นจะมีของว่างให้ผู้ปฏิบัติใหม่ที่ถือศีล 5 ส่วนผู้ปฏิบัติเก่าจะต้องถือศีล 8 และดื่มได้แค่น้ำปานะ

หลังจากนั้นจะมีการปฐมนิเทศ แจกเลขที่อาสนะ แล้วธรรมบริกรจะนำทางขึ้นไปปฏิบัติร่วมกันที่ห้องปฏิบัติรวมก่อนจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน โดยห้องปฏิบัติรวมที่นี่จะมีแอร์

ที่นี่จะมีกฏการรักษาความเงียบ คือห้ามพูด ห้ามส่งสายตา ห้ามเขียนหรือสื่อสารทางใดระหว่างผู้ปฏิบัติด้วยกัน โดยหากมีปัญหาอะไรสามารถสื่อสารกับธรรมบริกร หรือหากสงสัยในวิธีการปฏิบัติ คำสอน หรือธรรมบรรยาย ก็สามารถลงชื่อเพื่อเข้าพบอาจารย์ในช่วงเที่ยงของแต่ละวันได้ กฎการรักษาความเงียบจะสิ้นสุดลงในช่วงสายของวันที่ 10 หลังจบคำสอนในช่วงเช้า ซึ่งจริงๆ แล้วกฎนี้เป็นประโยชน์กับผู้ปฏิบัติมากเนื่องจากการรักษาความเงียบจะช่วยให้เราโฟกัสกับการปฏิบัติ ทำวิปัสสนาได้ดีขึ้น ไม่ต้องมีเรื่องราวใหม่ๆ ให้มานั่งคิดหรือปรุงแต่งระหว่างปฏิบัติ

เสียงระฆังจะดังปลุกตอนเช้าในตีสี่ของทุกๆ วัน ในตารางเวลาแต่ละวันนั้นจะมีช่วงที่ผู้ปฏิบัติสามารถเลือกได้ว่าจะปฏิบัติที่ห้องปฏิบัติรวมหรือที่พักของตน, มีช่วง group sitting ที่ต้องนั่งปฏิบัติในห้องปฏิบัติรวมวันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมง, และมีช่วงปฏิบัติในห้องปฏิบัติรวมหรือที่พักตามที่อาจารย์กำหนดในแต่ละวัน ซึ่งการปฏิบัตินั้นจะเป็นการนั่งล้วนๆ ไม่มีการเดินจงกรม และไม่มีการกราบไหว้พระพุทธรูปหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ตารางเวลาการปฏิบัติ

Start the Journey

*บทความนี้เขียนขึ้นจากความเข้าใจและประสบการณ์ส่วนตัวผ่านความทรงจำของเรานะคะ เนื่องจากไม่สามารถเขียนบันทึกในช่วงที่เข้ารับการอบรมได้ หากผิดพลาดประการใด ขออภัยด้วยนะคะ

วันที่ 1-3 จะเป็นการทำอานาปานสติเน้นการดูลมหายใจเพื่อเป็นฐานทำให้จิตตั้งมั่นสำหรับการทำวิปัสสนาตั้งแต่วันที่ 4 เป็นต้นไป

วันที่ 1  : สำหรับเรานั้นยังค่อนข้างฟุ้งซ่านเนื่องจากยังใหม่กับสถานที่และวิถีชีวิตที่ต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ วันนี้จะเริ่มทำอานาปานสติสังเกตลมหายใจเข้าออก แต่เนื่องจากจิตใจเราฟุ้งซ่าน ชอบคิดเยอะ หลุดไปคิดเรื่องอื่นบ่อยมาก จึงโฟกัสตอนฟังคำสอนได้ไม่หมด พอมานั่งปฏิบัติแล้วเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจ ไม่แน่ใจว่าตัวเองทำถูกต้องหรือไม่ ลังเลใจอยู่นานว่าถามอาจารย์ดีมั้ยเพราะเช้าวันนี้ยังไม่มีใครลงชื่อเลย ไม่รู้ว่าไปถามจะเป็นอย่างไร แต่ในหัวคิดตลอดว่ากระดุมเม็ดแรกถ้ากลัดผิดแล้ว ที่เหลือมันก็จะผิดไปหมด เลยตัดสินใจ เอาวะ ลงชื่อเป็นคนแรกและคนเดียวไปเลย

หลังรับประทานอาหารเที่ยงแล้วจึงได้เข้าพบอาจารย์ และได้วิธีการปฏิบัติที่ถูกต้อง รอบที่เราไปอาจารย์ใจดีมาก เราได้ถามเกี่ยวกับความคิดมากมายในหัว โฟกัสกับการปฏิบัติไม่ค่อยได้ อาจารย์ก็บอกว่าความคิดเยอะเป็นเรื่องปกติ เราเป็นคนปกติ 555+ ตอนนี้เรายังใหม่มากจึงเป็นเรื่องธรรมดาเราจึงสบายใจขึ้น

ได้คุยกับอาจารย์อยู่ครู่หนึ่งแล้วบทสนทนาก็พาให้เราได้คีย์เวิร์ดหนึ่งที่มีประโยชน์มากสำหรับเราคือ วาสนาคนเราไม่เท่ากัน บุญเก่าแต่ละคนมาไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นไม่ต้องเปรียบเทียบกับใคร ไม่ว่าจะเรื่องข้างนอกหรือเรื่องปฏิบัติธรรม ให้อยู่กับปัจจุบันและทำวันนี้ให้ดีที่สุด และไม่น่าเชื่อว่าคำแนะนำของอาจารย์ในวันนี้เราจะได้นำมาใช้เตือนตัวเองในวันถัดไปทันทีและยังอยู่ในหัวมาจนถึงปัจจุบัน มองย้อนกลับไปแล้วการตัดสินใจไปถามอาจารย์เป็นเรื่องที่ถูกต้องมาก หากใครมีเรื่องสงสัยไม่มั่นใจในการปฏิบัติอยากให้ลงชื่อเข้าพบอาจารย์เลย จะได้ปฏิบัติได้ถูกต้อง

ในช่วงบ่ายวันนี้ได้มีการสอบอารมณ์กับอาจารย์เป็นกลุ่มกลุ่มละ 6 คน อาจารย์จะไล่ถามผู้ปฏิบัติทีละคนว่าปฏิบัติเป็นอย่างไรบ้าง รู้สึกอย่างไร เข้าใจและตามทันคำสอนหรือไม่ โดยในการสอบแต่ละครั้งอาจารย์อาจจะมีการอธิบายขยายความเพิ่มเติมและให้คำแนะนำ รวมถึงบางครั้งผู้ปฏิบัติสามารถถามคำถามสั้นๆ ได้ เราไม่รู้มาก่อนเลยว่าจะมีการสอบอารมณ์ที่นี่ ให้ความรู้สึกเหมือนโดนตรวจการบ้านมากๆ 555+ 

ในช่วงค่ำของทุกคืนจะมีการฟังธรรมบรรยาย ซึ่งส่วนตัวเราชอบช่วงนี้มากเพราะเป็นคนชอบฟังธรรมอยู่แล้ว โดยในค่ำคืนนี้ก็ได้มีคำสอนเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติในวันที่สองซึ่งต่างจากวันแรก ให้ความรู้สึกเหมือนได้รับมิชชันใหม่ ตอนนั้นเราคิดไปเองว่า 10 วัน จะมี 10 มิชชัน แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ทุกวันแต่ก็เกือบทุกวันเช่นกันที่จะมีการเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมวิธีการปฏิบัติในวันถัดไป

วันที่ 2 : ตอนแรกเราคิดไปเอง (อีกแล้ว) ว่าจะมีการสอบอารมณ์ทุกวันและคิดว่าพรุ่งนี้ต้องมีมิชชันใหม่แน่ แล้วยิ่งได้ฟังผู้ปฏิบัติอื่นเมื่อวานตอนสอบอารมณ์ก็รู้สึกว่าคนอื่นตั้งใจและจริงจังมาก เลยเผลอเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นและกดดันตัวเองว่าวันนี้ต้องทำมิชชันที่ได้รับมาให้ได้และทำให้ดี พรุ่งนี้จะได้ทำมิชชันใหม่ต่อ

ผลลัพธ์คือช่วงเช้าเราเครียดและฟุ้งซ่านมาก จนตอนบ่ายเริ่มมีสตินึกถึงคีย์เวิร์ดที่ได้มาจากอาจารย์เมื่อวานว่าวาสนา บุญเก่า คนเราไม่เท่ากัน บางคนมีวาสนาและบุญเก่าเยอะเขาอาจจะปฏิบัติก้าวหน้าได้ไวกว่า ดังนั้นไม่ต้องเปรียบเทียบกับใคร ยิ่งกดดันตัวเองยิ่งไม่มีประโยชน์เลย เราเลยวางได้เยอะขึ้นแล้วก็ปลง 555+ ทำได้ก็ได้ ทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ขอลองตั้งใจทำก็พอ

วันที่ 3 : วันนี้ก็มีมิชชันใหม่จริงๆ เป็นการเริ่มสังเกตความรู้สึกบริเวณจมูกและเหนือริมฝีปาก ผลจากการวางใจลงเมื่อวาน วันนี้ก็โฟกัสได้มากขึ้นและรู้สึกว่าทำได้ดี วันนี้มีการสอบอารมณ์เพื่อให้ผู้ปฏิบัติตามทันคำสอนใหม่ในวันนี้

ส่วนที่กระแทกใจเราที่สุดในวันนี้คือช่วงธรรมบรรยาย วันนี้มีการพูดถึงเรื่องปัญญา 3 ระดับคือ

1. สุตมยปัญญา  คือปัญญาที่เกิดจากการอ่านหรือฟัง เช่น จากการฟังธรรม

2. จินตามยปัญญา คือปัญญาที่เกิดจากการคิดไตร่ตรองด้วยเหตุผล เป็นปัญญาระดับเชาว์ปัญญา ปัญญาระดับนี้ก็ดีแต่การเข้าใจธรรมะด้วยระดับเหตุผลนั้นสามารถกำจัดกิเลสได้แค่ระดับจิตสำนึกหรือระดับผิวๆ เท่านั้น ยังไม่สามารถหยั่งลึกเข้าไประดับจิตใต้สำนึกหรือปฏิกิริยาที่เราตอบโต้โดยอัตโนมัติได้

3. ภาวนามยปัญญา – ปัญญาที่เกิดจากประสบการณ์ตรงของตัวเอง ปัญญาระดับนี้เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ เห็นความจริงของร่างกายและสิ่งต่างๆ ผ่านการปฏิบัติด้วยตัวเอง ซึ่งปัญญาระดับนี้สามารถหยั่งรากลึกเข้าไปกำจัดกิเลสในส่วนลึกของจิตใจหรือส่วนจิตใต้สำนึกได้

พอฟังมาถึงตรงนี้เราก็รู้ตัวเลยว่า นี่แหละคือสิ่งที่เราติดหล่มอยู่มาเป็นปีๆ คือเรามีความทุกข์และชอบที่จะฟังธรรม แต่ฟังอย่างเดียวเป็นหลักและปฏิบัติน้อยมาก เลยกลายเป็นว่าเข้าใจแค่ระดับเหตุผล สุดท้ายก็ยังมีกิเลสมากมาย ยังคงเป็นทุกข์อยู่เท่าๆ เดิม แต่ในคืนนี้ธรรมบรรยายชี้ให้เห็นว่าต้องเน้นการปฏิบัติเป็นสำคัญ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในธรรมะหรือธรรมชาติของตัวเองผ่านการปฏิบัติจริง เท่านี้เราก็รู้สึกว่าการมาปฏิบัติธรรมครั้งนี้คุ้มแล้ว เพราะรู้แล้วว่าอีก 6 วันที่เหลือจะได้เรียนรู้วิธีปฏิบัติพร้อมทั้งได้ฟังธรรมในส่วนที่ไม่เคยรู้อีกเยอะมากแน่ๆ

วันที่ 4-10 : จะเป็นการทำวิปัสสนาซึ่งผู้ปฏิบัติจะได้เรียนรู้วิธีการทำวิปัสสนาในช่วงบ่ายของวันที่ 4 เป็นการสอนวิปัสสนาเป็นเวลาสองชั่วโมงที่เข้มข้นมากและห้ามขยับหรือเปลี่ยนท่า ใจความหลักคือการสังเกตเวทนาหรือความรู้สึกทางกายไล่ไปทีละส่วนของร่างกายจากศีรษะลงมาจนครบทุกส่วน โดยสิ่งที่ต้องทำคือการเฝ้าสังเกตเท่านั้นและวางอุเบกขาไม่ต้องไปปรุงแต่งต่อว่าความรู้สึกนี้เราชอบหรือไม่ชอบ เป็นการฝึกจิตให้รู้จักวางอุเบกขาในทุกๆ ความรู้สึก

จำได้ว่าตอนนั้นปวดหลังมากก ร่างร้าวร่างตึงสุดๆ แต่สุดท้ายก็ผ่านมาได้ ขณะที่เดินลงบันไดออกมาจากห้องปฏิบัติรวมหลังจากการสอนจบลงอยู่ๆ ในหัวก็เกิดความคิดที่ว่า เมื่อเราสังเกตทั่วทั้งตัวแล้ว ความรู้สึกแต่ละส่วนของร่างกายมันก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เลยไม่ว่าจะรู้สึกเย็น ร้อน คัน ชา เจ็บปวดหรือความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ แล้วก่อนหน้านี้ถูกสอนมาว่าการที่ความรู้สึกเปลี่ยนไปก็คือร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นแปลว่าร่างกายทุกส่วนของเราเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หรือนี่คืออนิจจัง (ความไม่เที่ยง) ในร่างกายของเรา..

วันที่ 5 ก็ได้ทำวิปัสสนาต่อ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปชั่วโมง group sitting จะเป็นการนั่งอธิษฐานทั้งหมด คือการนั่งทำวิปัสสนาโดยตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ขยับหรือไม่เปลี่ยนท่าตลอดชั่วโมง วันนี้สำหรับเรานั้นเป็นการสืบต่อประสบการณ์ร่างร้าวรานเพราะส่วนตัวเราตั้งแต่ทำวิปัสสนามาจะปวดหลังมาก ปวดทุกครั้ง แต่พอเริ่มได้ทำวิปัสสนาหลายครั้งเราก็ได้เห็นอะไรบางอย่าง

บ่ายวันนี้ในขณะที่เรากำลังนั่งปฏิบัติอย่างปวดหลังเหมือนทุกที อยู่ๆ ความรู้สึกปวดหลังนี้มันก็หายไป หายไปจริงๆ จากความรู้สึกเจ็บหนักกลายเป็นโล่งๆ เหลือแค่ตึงๆ นิดเดียวเท่านั้น เป็นครั้งแรกที่เราได้ประจักษ์ด้วยตนเองอย่างแท้จริง ว่าความเจ็บปวดมันเกิดขึ้น อาจจะอยู่นานหน่อย แต่สุดท้ายมันหายไปเองโดยไม่ต้องทำอะไรเลย นี่สินะ อนิจจัง! ตอนนั้นเกิดความรู้สึกตื่นเต้นมากแต่ต้องวางอุเบกขาเลยต้องพยายามวางและมองดูความเจ็บปวดที่หายไปด้วยใจที่เป็นกลางแทน

หลังจากวันนั้นมาความรู้สึกปวดหลังมันก็มาๆ หายๆ ไปเรื่อยๆ จนเป็นเรื่องปกติ พร้อมทั้งอาการปวดที่ส่วนอื่นๆ ที่มาแล้วก็ไปเช่นกัน แต่เรียกได้ว่ารู้สึกร่างร้าว ร่างกรอบ จนช่วงพักต้องนอนพักหลังบ่อยๆ 555+ เข้าใจว่ากิเลสหรืออะไรที่สะสมไว้ของแต่ละคนจะปรากฏขึ้นมาในรูปแบบที่แตกต่างกันของเราหลักๆ จะเป็นการปวดหลัง หลังๆ ก็จะมีเสียงเพลงในหัวมารบกวน ของบางคนก็อาจจะเป็นความเจ็บปวดในส่วนอื่น ความคิด หรือสิ่งอื่นๆ

วันหลังๆ นั้นส่วนตัวเริ่มชินกับวิถีชีวิตและวิธีการปฏิบัติมากขึ้นเวลาเลยเริ่มเดินไวจนจำรายละเอียดไม่ค่อยได้ ได้เจอทั้งประสบการณ์ที่นั่งจนรู้สึกเจ็บปวดทั้งตัวจนร่างจะระเบิด (อาจจะเว่อร์ไป) เจ็บหลายส่วนจนรู้สึกทนไม่ไหว หรือบางวันพอเราได้เข้าใจว่าทุกความเจ็บปวดเป็นอนิจจัง มันมาเดี๋ยวมันก็ไป ครั้งหนึ่งท่ามกลางหลังและขาที่เจ็บปวด เรากลับรู้สึกถึงความสงบในจิตใจ..

ความจริงแล้วผู้ปฏิบัติจะมีเวลาปฏิบัติอย่างจริงจังถึงวันที่ 9 เท่านั้น เพราะในวันที่ 10 ช่วงสายหลังจากกฎการรักษาความเงียบสิ้นสุดลง การพูดคุยกับการทำวิปัสสนามันจะไม่ไปด้วยกันเท่าไรนัก ซึ่งสำหรับเรามันเป็นแบบนั้นจริงๆ วันที่ 10 จิตใจเราฟุ้งซ่านมากคิดไปหลายเรื่องเลย

ความรู้สึกเหมือนวันเรียนจบ

วันที่ 10 นั้นให้ความรู้สึกเหมือนวันเรียนจบ หลังจากจบคำสอนเรื่องเมตตาภาวนาที่ให้ฝึกแผ่เมตตาหลังจากที่ปฏิบัติวิปัสสนาเสร็จ ให้เราใช้ชีวิตด้วยความรักและความเมตตา ผู้ปฏิบัติก็จะเริ่มพูดคุยกันได้ ผู้ปฏิบัติหลายๆ คนก็จะยิ้มแย้มและร่วมอนุโมทนาให้กันแม้ว่าเราจะไม่รู้จักกันมาก่อน นับว่าเป็นบรรยากาศที่อบอุ่นมากๆ และวันนี้ก็จะมีการเปิดให้บริจาคเงินเพื่อเป็นทุนทรัพย์สำหรับการดำเนินงานของศูนย์ฯ ต่อไป  และจะมีการเปิดให้ซื้อหนังสือธรรมะหรือซีดีได้ซึ่งพี่ๆ ธรรมบริกรก็ช่วยให้คำแนะนำอย่างดี การอบรมจะสิ้นสุดจริงๆ ในเช้าวันที่ 11 เวลาประมาณ 6.30 น. โดยจะมีอาหารเช้าให้กับผู้ปฏิบัติทุกคน

ในส่วนของการเดินทางกลับในวันที่ 11 นั้นมีพี่ธรรมบริกรและผู้ปฏิบัติใจดีอาสาขับรถพาเราไปส่ง ซึ่งเรารู้สึกขอบคุณมากๆ ได้ยินว่าผู้คนที่นี่ใจดี มีพี่ๆ ท่านอื่นก็อาสาขับรถพาผู้ปฏิบัติท่านอื่นที่ไม่มีรถไปส่งเช่นกันถึงแม้ว่าจะเพิ่งมารู้จักกันที่นี่ก็ตาม

จริงๆ แล้ว 10 วันนี้คือจุดเริ่มต้น

ในส่วนของการปฏิบัตินั้น การปฏิบัติ 10 วันสำหรับผู้ปฏิบัติใหม่อย่างเราจะยังไม่ทำให้บรรลุธรรม แต่ 10 วันนี้จะเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นให้เราได้ก้าวเดินไปในเส้นทางนี้ เส้นทางที่จะนำทางไปสู่การพ้นทุกข์ ด้วยการฝึกปฏิบัติวางใจให้เป็นอุเบกขากับทุกเวทนาที่เกิดขึ้นในร่างกาย ทุกอารมณ์ กิเลสต่างๆ จะสะท้อนออกมาในรูปของเวทนาทางกายทั้งหมด เช่นเวลาเกิดความโกรธลมหายใจก็จะถี่ขึ้นและร่างกายก็จะร้อนขึ้น หากเราสามารถเฝ้าสังเกตมัน เฝ้าดูลมหายใจ และเฝ้าดูเวทนาทางกายด้วยใจที่เป็นอุเบกขา มันก็จะช่วยตัดสังขารหรือการปรุงแต่งหรือก็คือ reaction ของเราออก เราจะโต้ตอบใครด้วยคำพูดหรือการกระทำที่รุนแรงน้อยลงเรื่อยๆ ความโกรธจะอยู่กับเราสั้นลง ความทุกข์ก็จะค่อยๆ ลดลงเช่นกัน

เมื่อเราออกไปข้างนอก การปฏิบัติก็จะช่วยให้เราวางอุเบกขาในเรื่องงานหรือเรื่องอื่นๆ ในชีวิตได้มากขึ้น แน่นอนว่ามันยังวางได้ไม่หมดอยู่แล้ว เส้นทางนี้ยังอีกยาวไกล แต่เราสามารถค่อยๆ ฝึก และหมั่นปฏิบัติวิธีการที่ได้เรียนรู้ต่อไปได้ตลอดชีวิต เปรียบเสมือนสิบวันนี้ผู้ปฏิบัติต่างได้ปลูกต้นอ่อนของธรรมะขึ้นในจิตใจ ขึ้นอยู่กับว่าหลังจากจบหลักสูตรแล้วเราจะหมั่นดูแลด้วยการปฏิบัติต่อหรือไม่

เมื่อพิจารณาถึงคำว่าอนิจจัง นอกจากอนิจจังที่ผู้ปฏิบัติจะได้ประจักษ์ในร่างกายของตนเองแล้ว หากมองภายนอกก็จะเห็นว่าทุกอย่างก็เป็นอนิจจัง ชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ ชีวิตไม่มีทางที่จะราบรื่นตลอด เพียงแต่ว่าเราสามารถมองดูทุกอย่างด้วยใจที่เป็นกลางได้หรือไม่ หากเราลดการยึดติด ลดความคาดหวังว่าทุกอย่างจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ตามใจเรา แล้วเฝ้าดูทุกอย่างอย่างที่มันเป็นได้บ้าง ก็คงจะช่วยลดความทุกข์ในจิตใจลงได้ ทั้งนี้การปฏิบัติตามวิธีที่ได้เรียนรู้ในการอบรมครั้งนี้จะช่วยให้เราได้ฝึกวางอุเบกขาและได้ลดความทุกข์และกิเลสในใจลง

“จงมีสติอยู่ทุกขณะ จงมีอุเบกขาอยู่ทุกขณะ”

คือสองคีย์เวิร์ดสำคัญสำหรับการปฏิบัติ

ค่าใช้จ่าย

การปฏิบัติทุกหลักสูตรไม่มีค่าใช้จ่าย (แต่ถ้าเลือกเดินทางด้วยรถตู้ที่ทางศูนย์ฯ จัดให้จะมีค่าโดยสารนะคะ) ศูนย์ฯ จะดำเนินงานด้วยเงินบริจาคจากผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมมาแล้วเพียงอย่างเดียว ซึ่งในวันที่ 10 ผู้ปฏิบัติสามารถบริจาคเงินได้ตามกำลังของตน

สุดท้ายนี้

หากมีใครสนใจเข้าร่วมปฏิบัติธรรมตามแนวทางของท่านอาจารย์โกเอ็นก้า สามารถอ่านกฎระเบียบ ตารางการอบรม และสมัครได้ที่ https://www.thaidhamma.net/

สำหรับศิษย์ใหม่นั้นจะต้องเริ่มต้นที่หลักสูตร 10 วัน และไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานมาก่อน

ถ้าใครสนใจก็อยากให้หาโอกาสไปให้ได้นะคะ สิบวันนี้สำหรับเราได้เปลี่ยนมุมมองการใช้ชีวิตไปหลายส่วน สิบวันนั้นสำหรับคุณก็อาจจะทำให้ชีวิตคุณเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นก็ได้นะคะ

One response to “รีวิวการปฏิบัติธรรม 10 วันตามแนวทาง ของอ.โกเอ็นก้าที่กรุงเทพฯ”

  1. […] ในส่วนของการเดินทางไปยังศูนย์ฯ ธรรมธานี กรุงเทพฯ และรีวิวสถานที่นั้นได้มีเขียนไว้ในโพสต์ก่อนหน้านี้แล้วนะคะ สามารถอ่านได้ที่ รีวิวการปฏิบัติธรรม 10 วัน […]

    Like