สิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันก็คือ “ความทุกข์” ไม่ว่าจะจากเรื่องใดๆ ในชีวิตก็ตาม แล้วความทุกข์ที่ว่ามันมาจากไหนกัน? มาลองอ่านตัวอย่างนี้กันดู

** บทความนี้เขียนขึ้นจากความเข้าใจหลังจากได้ไปฟังธรรมบรรยายของ อ.ประเสริฐที่กรุงเทพ ครั้งที่ 1/2569 นะคะ หากผิดพลาดประการใดขออภัยด้วยค่ะ

คุณกำลังนั่งสมาธิอยู่ นาฬิกาตีเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาพักแล้ว พอคุณได้ยินเสียงนี้ก็เกิดดีใจขึ้นมา

แต่พอนาฬิกาเรือนเดิมตีตอนเวลาอื่น คุณกลับไม่ได้รู้สึกอะไร

แล้วความสุขอยู่ที่ไหนกันล่ะ ความสุขมันไม่ได้มาจากนาฬิกา ไม่ได้มาจากของภายนอก แต่มันมาจากข้างใน

ความสุขไม่ได้มาจากเสียง ร่างกายของเราเป็นทางผ่านของการรับรู้ เปรียบเสมือนหูฟังหรือลำโพงที่เป็นทางผ่านของเสียง แต่เพราะมี “เรา” เข้าไปปรุงแต่งว่า เสียงนี้ดี กลิ่นนี้ชอบ กลิ่นนั้นไม่ชอบ อาหารรสนี้อร่อย อาหารรสนั้นไม่ได้เรื่อง จึงเกิดเป็นความสุขหรือความทุกข์ขึ้นมา

การละความเห็นผิด

ดังนั้นทางที่จะพ้นทุกข์ข้อหนึ่งคือการละความเห็นผิด เกิดความรู้จริงๆ ว่า ไม่มีเรา ไม่มีใครเป็นเจ้าของร่างกาย เพราะร่างกายนี้ไม่เที่ยง ร่างกายของทุกคนเดินทางสู่ความแก่ชราขึ้นทุกวันโดยที่เราห้ามไม่ได้ ร่างกายจะป่วยเป็นอะไรเราก็ห้ามไม่ได้เหมือนกัน สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งที่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะยึดสิ่งนั้นเป็นเรา เป็นของเรา

แต่การละความเห็นผิดนี้จะต้องประจักษ์ขึ้นมาจากข้างใน ไม่ใช่การเอาความรู้ใหม่ใส่เข้าไป เปรียบเสมือนการเทแก้วน้ำที่มีน้ำสกปรกออกซึ่งก็คือการปฏิบัติ ไม่ใช่การพยายามเอาน้ำสะอาดไปผสมน้ำสกปรกหรือก็คือการทำความเข้าใจผ่านสมองด้วยหลักเหตุผล

สะพานหลักที่จะเป็นบันไดเข้าถึงภายในหรือตัวจิตก็คือ “ลมหายใจ” ซึ่งก็คือการทำอานาปานสติ

อานาปานสติไม่ใช่การรู้ลมหายใจ แต่คือการศึกษาผลอันเกิดจากลมหายใจเพื่อให้เกิดปัญญา กล่าวคือเป็นการศึกษาผลจากลมหายใจเข้าออกที่สั้นหรือยาว ประจักษ์ด้วยตัวเองว่าลมหายใจยาวทำให้กายสงบ แล้วศึกษาผลของมันต่อไปเรื่อยๆ โดยทั้งหมดนี้เป็นกระบวนการตามธรรมชาติที่ไม่มี “เรา” เข้ามาเกี่ยวเลย

ย้ำอีกครั้งว่า “การเข้าใจในระดับเหตุผลไม่ใช่การหลุดพ้น” ต้องประจักษ์เองจากข้างในผ่านการปฏิบัติ

ในช่วงเริ่มต้นเราต้องฝึกรู้ลมหายใจบ่อยๆ เพื่อให้อยู่กับลมหายใจได้นานขึ้น เพื่อให้เห็นโลกภายนอกลดลงและเห็นโลกภายในชัดขึ้น เรามักจะเคยชินกับโลกภายนอก การนั่งสมาธิหรือก็คือการดึงกลับมาสู่โลกภายในที่ไม่คุ้นชินจะทำให้เราอึดอัดหรือไม่ชอบ แต่ขอให้ดึงกลับมาบ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้จิตตั้งมั่น แล้วเห็นความจริงตามความเป็นจริง

การใช้ AI ในการสนทนาธรรม

อาจารย์ได้กล่าวถึง AI ซึ่งในปัจจุบันอาจมีใครหลายคนใช้ AI ในการสนทนาธรรม หรือแม้กระทั่งยกให้มันเป็นศาสดา ซึ่งอาจารย์ได้เน้นย้ำว่า AI นั้นเป็นแค่อุปกรณ์ มันไม่ได้หลงผิดไม่มีมิจฉาทิฏฐิ มันไม่ยึด ไม่หลง ไม่ทุกข์ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด ไม่ต้องหลุดพ้นเหมือนมนุษย์ มันเลย “ไม่สามารถ” บรรลุธรรมได้ แต่ AI สามารถตอบเราได้ “ราวกับ” ว่ามันบรรลุธรรมจริงๆ มันจึงไม่ใช่ครูเพราะมันไม่มีประสบการณ์ตรง

ข้อควรระวังคือยิ่ง AI ตอบได้ดี ตัวผู้อ่านหรือผู้ฟังเองจะยิ่งเกิดตัวตน เกิดความเป็นเรา เกิดอัตตาที่แข็งแกร่งขึ้นว่า ฉันเข้าใจแล้ว เข้าใจธรรมะชั้นลึกแล้ว ฉันคุยธรรมะชั้นลึกกับ AI ได้ ทำให้ยิ่งห่างไกลคำว่าหลุดพ้นขึ้นไปอีก

ผู้รู้กับผู้ถูกรู้

ผู้รู้กับผู้ถูกรู้ไม่เคยแยกจากกัน เปรียบผู้รู้หรือจิตเป็นกระจก และผู้ถูกรู้ก็สะท้อนมาเป็นภาพในกระจก ยกตัวอย่างเช่น

เทียนที่ส่องแสงตั้งอยู่หน้ากระจก กระจกคือผู้รู้หรือจิต ส่วนเทียนที่เปรียบเสมือนผู้ถูกรู้ก็สะท้อนมาเป็นภาพในกระจก กล่าวคือทั้งกระจกและภาพในกระจกนั้นก็อยู่ที่เดียวกัน การรับรู้ทุกอย่างนั้นอยู่ที่เดียวคือที่กระจกเงาหรือจิต

ถ้ามองตามความเป็นจริง ภาพของเทียนในกระจกไม่ควรจะร้อนเหมือนเทียนจริงๆ เปรียบเสมือนจิตที่ควรจะสะท้อนแค่สิ่งที่อยู่ตรงหน้า ไม่ต้องรู้สึกร้อน ชอบหรือไม่ชอบอะไรด้วย แต่ที่ทุกวันนี้เรารู้สึกเดือดร้อน ชอบสิ่งนั้น ไม่ชอบสิ่งนี้ นั้นเกิดจากอวิชชา หรือความไม่รู้ ที่หลงยึดติดว่าสิ่งนั้นเป็นของเรา สิ่งนี้เป็นของเรา ยึดถือผูกพันกับคนนั้น ยึดมั่นว่าเหตุการณ์นี้ต้องเป็นแบบที่ใจหวังจึงเกิดเป็นความทุกข์ขึ้นมา

โลกนี้อยู่ที่จิต จิตที่สะท้อนภาพออกมาทั้งหมด แน่นอนว่าการใช้ชีวิตในสังคมยังจำเป็นต้องมีเรา ต้องมีชื่อเรียก มีสถานะอาชีพในสังคม แท้จริงแล้วตัวตนเหล่านี้คือภาพลวงตาที่จำเป็นต่อการอยู่รอด เพียงแต่เรากลับลืมไปว่ามันเป็นภาพลวงตาและยึดติดไปกับมัน

จุดเริ่มต้นเดียวที่จะพาไปสู่การละความเห็นผิดนี้ได้คือสมาธิต้องเกิด เพื่อแยกตัวออกมาจากความเคยชินเดิม หมั่นปฏิบัติเพื่อให้เกิดสติ สมาธิและปัญญา

การปฏิบัติทำให้ทุกข์ลดลง แต่จะลดได้เท่าไหนนั้นแล้วแต่คน การเดินทางที่แท้จริงคือการทำความเข้าใจกระจกเงาหรือจิตด้วยตัวเอง สิ่งสำคัญที่สุดคือลมหายใจ เห็นผลของเหตุไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่มีเรา สังเกตชีวิตจริงจากข้างใน สังเกตความจริงด้วยตัวของคุณเอง

หากใครสนใจอยากฟังธรรมของอ.ประเสริฐ สามารถฟังธรรมได้ที่ช่อง Youtube : Meditation Island จิ้มลิงก์ได้เลยค่ะ