เคยไหมที่อยากจะประสบความสำเร็จ อยากจะทำได้หลายๆ อย่าง ตั้งใจสร้าง To Do List ที่แสนยาวเหยียดแล้วพยายามทำให้ได้ตามนั้น แต่ก็ยังรู้สึกว่าชีวิตยังไม่ไปไหนสักที เคยไหมที่ตั้งตารางเวลาในวันหยุดแน่นเอี้ยดเพื่อทำสิ่งที่ productive ให้ได้มากที่สุด แต่ทำไปสักพักก็รู้สึกหมดแรงเสียก่อน หรือเคยไหมที่อยากจะเริ่มต้นทำอะไรสักอย่างที่มีความหมายกับชีวิตแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นทำอะไรดี

ถ้าหากว่ามีความลับข้อหนึ่ง ที่เพียงคุณรู้สิ่งนี้แล้วทำตาม ทำแค่เพียงสิ่งสิ่งเดียวเท่านั้น คุณก็จะประสบความสำเร็จได้ผลลัพธ์ที่โดดเด่นมากกว่าคนทั่วไป คุณจะอยากรู้ไหมว่าสิ่งที่ว่านั้นคืออะไร

หนังสือ The One Thing โดย Gary Keller and Jay Papasan เล่มนี้มีคำตอบค่ะ

The One Thing book from amazon.com

ก่อนที่จะไปค้นหา One thing ของคุณ ขอเริ่มต้นที่หนังสือแนะนำว่าให้เริ่มต้นกับสิ่งที่เล็กที่สุดที่เป็นไปได้ หนังสือเน้นคอนเซปต์ที่ว่า ทำน้อย แต่ได้มาก ให้นึกถึงกฏ 80/20 ที่คนส่วนใหญ่เคยได้ยิน สิ่งที่เราทำ 20% อาจให้ผลลัพธ์ถึง 80% ดังนั้นเราจึงควรลด To Do list ของเราให้เหลือสิ่งเดียว สิ่งที่เราคิดว่าสำคัญที่สุด ให้ทำสิ่งนั้นเป็นอันดับแรก แล้วปฏิเสธหรือเลื่อนการทำสิ่งอื่นๆ ออกไป

แล้วทำไมต้องสิ่งเดียว ไม่ใช่สองสิ่งหรือสามสิ่ง?

เพราะเราไม่สามารถทำทุกอย่างในชีวิตให้เสร็จหมดได้ เคยสังเกตมั้ยว่า To Do list ของเราเหมือนมันยาวไม่มีที่สิ้นสุด ในแต่ละวันและในวันถัดๆ ไปก็จะมีสิ่งที่ต้องทำมาเติมเข้าไปในลิสต์ตลอด เวลาเราพยายามทำหลายอย่างมากไปกลับกลายเป็นว่าสุดท้ายชีวิตก็เหมือนไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

จะดีกว่ามั้ยถ้าตามกฎ 80/20 เราเลือกที่จะไปให้สุดกับ 20% หน้าที่ของเราคือระบุออกมาให้ได้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะเป็น 20% ที่เราควรทำนั้นคืออะไร แล้วทุ่มเวลาส่วนใหญ่ไปกับสิ่งนั้น

Work-life balance ไม่มีอยู่จริง

ถ้าเราอยากได้ผลลัพธ์ที่โดดเด่นมากกว่าคนทั่วไป เราก็ต้องโฟกัสกับสิ่งสำคัญแบบสุดๆ ไม่แพ้ใครเช่นกัน การที่เราจะทุ่มเวลาส่วนใหญ่ไปกับ 20% นั้นก็จะกลายเป็นว่าชีวิตจะไม่มี balance แล้วคอนเซปต์ของการ balance จึงไม่มีอยู่จริง

Counterbalance concept

หนังสือแนะนำให้ใช้ Counterbalance concept แทนคือการถ่วงดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว ถ้าเราอยากได้ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่เราก็ต้องทุ่มกับสิ่งเดียวที่เราว่าสำคัญมากกว่าสิ่งอื่นๆ ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นเรื่องงาน แต่ในขณะเดียวกัน สุขภาพ ครอบครัว ความสัมพันธ์ หรือ ชีวิตส่วนตัว เราก็ต้องถ่วงดุลแบ่งเวลาให้ด้วย แต่อาจจะแค่แบ่งเวลาให้เท่าที่จะทำให้ทุกอย่างไม่พัง

เช่น ถ้าคุณให้งานเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ก็แบ่งเวลาออกกำลังกายและดูแลสุขภาพให้สุขภาพยังแข็งแรง แบ่งเวลาให้ครอบครัวเท่าที่พอดี แล้วเวลาที่เหลือก็ใช้ไปกับสิ่งเดียวในงานที่คุณคิดว่าสำคัญที่สุด

ทั้งนี้เวลาเป็นสิ่งที่ย้อนกลับมาไม่ได้ การใช้เวลากับครอบครัวในวันที่พ่อแม่ยังมีแรงยังไม่แก่มากนั้นแตกต่างจากการที่เรามีเวลาให้ในวันที่พ่อแม่อายุมากจนอาจจะไม่มีแรงเหมือนแต่ก่อนแล้ว การใช้เวลากับลูกในวัยเด็กนั้นก็แตกต่างจากการใช้เวลากับเขาตอนที่เขาโตแล้ว

อย่าโกงเวลา อย่าทำแต่งานแล้วคิดว่าวันที่เราประสบความสำเร็จแล้วค่อยมาใช้เวลากับครอบครัวก็ได้ เวลาไม่เคยคอยใคร ความรู้สึกของลูกในวัยเด็กหรือครอบครัวที่รอใช้เวลากับคุณนั้นก็เอากลับมาไม่ได้เช่นกัน

การแบ่งเวลาในชีวิตจึงเหมือนเป็นเรื่องของการจัดลำดับความสำคัญและคุณค่าที่คุณให้ในแต่ละเรื่องในชีวิตว่า เรื่องอะไรที่คุณมองว่าสำคัญก็ทุ่มเทให้มาก อะไรที่ความสำคัญรองลงมาก็ให้เวลาแบบพอดีเพื่อให้ไม่พัง

คำตอบของการแบ่งเวลาจึงไม่มีคำตอบตายตัว คำตอบของแต่ละคนจึงไม่เหมือนกันขึ้นกับว่าใครให้ค่าเรื่องไหน เรื่องอะไรถือว่าสำคัญที่สุดในชีวิต

แล้วเราจะหา One thing ของเราได้อย่างไร?

อ่านมาถึงตรงนี้คงจะพอเดาได้แล้วว่า One thing ของแต่ละคนนั้นไม่ใช่สิ่งเดียวกัน เพราะสถานการณ์ในชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ซึ่งมีเพียงคุณเท่านั้นที่จะตอบตัวเองได้ว่า One thing ของคุณคืออะไร แต่หนังสือเล่มนี้จะช่วยคุณค้นหาสิ่งสำคัญที่สุดเพียงสิ่งเดียวของคุณด้วยคำถามที่ว่า

“What’s the ONE THING I can do such that by doing it everything else will be easier or unnecessary?”

“อะไรคือสิ่งเดียวที่เราทำได้ในตอนนี้ ซึ่งเมื่อทำสิ่งนั้นแล้ว สิ่งอื่นๆ นอกจากนี้จะง่ายขึ้นหรือไม่จำเป็นที่จะต้องทำอีกต่อไป?”

ขอให้คุณถามคำถามนี้ซ้ำๆ แล้วคุณจะได้คำตอบเป็นสองส่วนว่า อะไรคือสิ่งสำคัญในภาพใหญ่ เป้าหมายของคุณคืออะไร และจะได้คำตอบในภาพเล็กว่า อะไรคือสิ่งเดียวที่คุณต้องทำในตอนนี้เพื่อจะได้เดินทางเข้าใกล้เป้าหมายของคุณ

คำถามสำคัญนี้แบ่งได้เป็น 3 ส่วน

1. “What’s the ONE THING I can do…” / อะไรคือสิ่งเดียวที่เราทำได้ในตอนนี้

  • พาร์ทแรกของคำถามย้ำว่า อะไรคือสิ่งๆ เดียว สิ่งเดียวเท่านั้น ไม่ใช่สองหรือสามสิ่ง
  • คำว่า “ทำได้” นั้นเน้นว่าเราต้องทำได้ในตอนนี้ เพราะถ้าเป็นสิ่งที่ควรจะทำ หรือตั้งใจจะทำมันจะกลายเป็นว่าเราจะไม่ได้ทำสิ่งนั้นแทน

2. “such that by doing it” / ซึ่งเมื่อทำสิ่งนั้นแล้ว

  • พาร์ทนี้จะทำให้เราคิดว่าสิ่งที่เราเลือกทำนั้นมีจุดประสงค์บางอย่าง ไม่ใช่แค่ทำไปอย่างนั้น

3. “everything else will be easier or unnecessary?” / สิ่งอื่นๆ นอกจากนี้จะง่ายขึ้นหรือไม่จำเป็นที่จะต้องทำอีกต่อไป?

  • พาร์ทสุดท้ายจะช่วยให้เราเลือกสิ่งที่สำคัญที่สุดจริงๆ เพราะชีวิตเราไม่สามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ เราไม่จำเป็นต้องทำหลายสิ่งเพื่อที่จะประสบความสำเร็จ แต่เราต้องเลือกทำสิ่งที่ถูกต้องแล้วโฟกัสกับมันเพื่อที่จะประสบความสำเร็จ

ขอให้คุณถามคำถามนี้กับหลายๆ แง่มุมในชีวิต แล้วเติมประโยคต่อท้ายว่า “ซึ่งเมื่อทำสิ่งนั้นแล้ว สิ่งอื่นๆ นอกจากนี้จะง่ายขึ้นหรือไม่จำเป็นที่จะต้องทำอีกต่อไป?”

ยกตัวอย่างเช่น

ในมุมของสุขภาพกาย

  • อะไรคือสิ่งเดียวที่เราทำได้ในตอนนี้เพื่อจะมั่นใจได้ว่าเราจะออกกำลังกายทุกวัน…”

ในมุมของความสัมพันธ์

  • อะไรคือสิ่งเดียวที่เราทำได้ในตอนนี้เพื่อทำให้ความสัมพันธ์กับแฟน หรือคู่ครองดีขึ้น…”

ในมุมของการงาน

  • อะไรคือสิ่งเดียวที่เราทำได้ในตอนนี้เพื่อทำให้ยอดขายบรรลุเป้าหมาย…”
  • อะไรคือสิ่งเดียวที่เราทำได้ในตอนนี้เพื่อทำให้เราเลิกงานกลับบ้านตรงเวลา…”

หลังจากที่คุณค้บพบ One thing ของคุณแล้ว สิ่งต่อไปที่ไม่ง่ายเช่นกันคือ การลงมือทำ

Time blocking

เป็นคอนเซปต์ที่หนังสือแนะนำ คือการบล็อกเวลา 4 ชั่วโมงต่อวันเพื่อทำ One thing ของคุณ การบล็อกเวลาที่นานพอเพื่อโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญจะทำให้ชีวิตคุณก้าวหน้า ส่วนนอกเหนือจาก 4 ชั่วโมงนี้คุณจะทำอะไรก็ได้ จัดการเรื่องจุกจิกหรือเรื่องที่ไม่สำคัญก็ได้เช่นกัน

เริ่มแรกคุณอาจจะรู้สึกว่า 4 ชั่วโมงนั้นเยอะมาก จะทำได้อย่างไร ก็ขอให้คุณลองพิจารณาตารางเวลาในแต่ละวันดูก่อน time blocking ของแต่ละคนนั้นจะหน้าตาไม่เหมือนกัน

ถ้าอยู่ในที่ทำงานคุณอาจจะหามุมส่วนตัวที่ลดการรบกวนจากคนอื่น รวมถึงแจ้งให้เพื่อนร่วมงานรู้ด้วยว่าคุณจะมีช่วงเวลาโฟกัส เสมือนการจองเวลาประชุมกับตัวเอง หากมีคนมารบกวน ถ้าไม่ด่วนก็ขอให้เขามาใหม่หลังเวลาโฟกัส หรือรับเรื่องไว้แต่ทำหลังจากเวลาโฟกัสแทน

หรือบางคน time blocking อาจจะไม่ใช่เวลาเดียวกันในทุกวัน ถ้างานที่ทำอยู่ไม่ใช่ One thing ของคุณ คุณก็อาจใช้เวลาช่วงเช้าและกลางคืนหลังเลิกงานเพื่อเป็นช่วง time blocking ของคุณ

หรือบางคนอาจจะต้องดูแลผู้สูงอายุ หรือต้องดูแลคนป่วย time blocking ของคุณก็ไม่จำเป็นต้องเป็นที่ห้องส่วนตัวหรือที่บ้าน แต่อาจจะเป็นที่โรงพยาบาลหรือที่อื่นๆ ก็ได้

No multitasking

ช่วงเวลา time blocking นั้นขอให้โฟกัสกับ one thing ของคุณเพียงอย่างเดียว การทำ multitasking นั้นจะให้ผลลัพธ์ที่แย่ลง และจะทำให้เสียเวลายิ่งกว่าเดิม เนื่องจากเวลาเปลี่ยน task จากสิ่งหนึ่งไปอีกสิ่งหนึ่งจะต้องใช้เวลาจูนหรือทำความเข้าใจใหม่ ยิ่งเปลี่ยนบ่อยเท่าไรยิ่งเสียเวลาและพลังงานมากเท่านั้น

เรียนรู้ที่จะปฏิเสธ และยอมรับความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้น

การที่เราเลือกที่จะโฟกัสกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นแปลว่า เราจะต้องปฏิเสธสิ่งอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ทั้งหมด ถ้าเราเลือกจะโฟกัสกับ one thing แปลว่าเราเลือกที่จะไม่ทำสิ่งอื่น เราทำให้ทุกคนพอใจไม่ได้อยู่แล้ว จึงต้องเรียนรู้ที่จะปฏิเสธกับเรื่องที่ไม่ได้สำคัญ

แน่นอนว่าเมื่อเราเลือกที่จะทำ time blocking ความวุ่นวายจากอีกล้านสิ่งที่เราไม่ได้เลือกทำก็จะต้องเกิดขึ้นแน่ๆ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราต้องยอมรับถ้าจะเลือกเส้นทางเดินสู่ผลลัพธ์ที่โดดเด่นกว่าคนทั่วไป ซึ่งแต่ละคนก็ต้องหาวิธีจัดการตามสถานการณ์ในชีวิตของตัวเอง เช่น ช่วงเวลา time blocking ในแต่ละวันของเราอาจจะไม่ใช่เวลาเดียวกัน, เราอาจจะต้องขอร้องให้คนอื่นทำสิ่งต่างๆ แทนเราในช่วง time blocking แล้วเราก็แลกเปลี่ยนโดยจะทำสิ่งต่างๆ แทนเขาในช่วงเวลาที่เขาต้องการเวลาส่วนตัว

ขอแค่ไม่ใช้เหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตเป็นข้ออ้างแล้วหาทางทำ time block ให้ได้ จะใช้วิธีสร้างสรรค์แค่ไหนก็ได้ ขอแค่ make it happen

ดูแลสุขภาพ

การที่เราจะโฟกัสกับ One thing ได้ในทุกๆ วันนั้นต้องใช้พลังงานมาก เพราะฉะนั้นเราจะต้องดูแลรักษาสุขภาพให้ดี กินอาหารที่ดีมีประโยชน์ ออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอในทุกๆ วัน

สุดท้ายนี้

ชีวิตคุณจะมีการต่อสู้ระหว่างสองสิ่งในตัวคุณอยู่เสมอ หนึ่งคือความกลัว สองคือความเชื่อ ขอให้คุณเชื่อในเป้าหมายและการจัดลำดับความสำคัญในชีวิตคุณ ความเชื่อจะทำให้คุณลงมือทำต่อแม้ในวันที่รู้สึกหมดไฟหรือหมดใจ

หนึ่งในสิ่งที่คนเรามักจะเสียดายที่สุดในบั้นปลายของชีวิตคือการไม่ได้ลงมือทำในสิ่งที่อยากทำ ดังนั้นในช่วงเวลานี้ที่คุณยังมีแรง ยังมีพลังงาน และยังมีเวลา ขอให้ใช้ชีวิตของตัวเองจริงๆ ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นคาดหวังให้ทำ ใช้ชีวิตในแบบที่จะลดความเสียดายในอนาคตให้ได้มากที่สุด

ทุกความสำเร็จเริ่มต้นจากตัวคุณ เพราะคุณเป็นคนเดียวที่ตอบได้ว่าชีวิตคุณต้องการอะไร และอะไรคือสิ่งที่คุณต้องทำ ขอให้คุณค้นพบ One thing ของคุณและได้ใช้ชีวิตในแบบที่คุณจะไม่เสียดายในภายหลังนะคะ

บทความนี้เป็นสรุปหนังสือ One thing ตามในแบบที่เราเข้าใจนะคะ รู้สึกว่าเล่มนี้ช่วยให้จัดการเวลาและลำดับความสำคัญสิ่งต่างๆ ในชีวิตได้ดีขึ้นค่ะ ในหนังสือยังมีรายละเอียดและตัวอย่างในชีวิตจริงอีกมากมาย หากใครสนใจสามารถไปอ่านเล่มเต็มๆ ได้เลยค่ะ พิกัดจิ้มลิงก์ด้านล่างเลยย

เวอร์ชันภาษาอังกฤษใน Amazon : The ONE Thing: The Surprisingly Simple Truth About Extraordinary Results

เวอร์ชันแปลไทยใน Shopee : The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว”

Leave a comment