หลังจากที่ผ่านการอบรมหลักสูตร 10 วันตามแนวทางของท่านอาจารย์โกเอ็นก้าแล้ว ศิษย์เก่าแบบเราก็จะสามารถสมัครหลักสูตร 3 วันได้ (ศิษย์ใหม่เริ่มต้นที่ 10 วันเท่านั้นนะคะ) เชื่อว่าอาจจะมีศิษย์เก่าบางท่านเคยสงสัยเหมือนเราว่าหลักสูตร 3 วันนี้แตกต่างจาก 10 วันอย่างไร เริ่มต้นและสิ้นสุดอบรมกี่โมง ตารางเวลาการอบรมแต่ละวันเป็นอย่างไรบ้าง เนื่องจากเรามีโอกาสได้เข้าอบรมหลักสูตร 3 วันเมื่อวันที่ 27 – 30 พ.ย. 2568 ที่ศูนย์ฯ ธรรมธานี กรุงเทพฯ จึงอยากใช้โอกาสนี้บันทึกประสบการณ์การปฏิบัติธรรม ข้อคิดที่ได้รับระหว่างปฏิบัติ พร้อมทั้งตอบคำถามในสิ่งที่เคยสงสัยข้างต้นค่ะ

ในส่วนของการเดินทางไปยังศูนย์ฯ ธรรมธานี กรุงเทพฯ และรีวิวสถานที่นั้นได้มีเขียนไว้ในโพสต์ก่อนหน้านี้แล้วนะคะ สามารถอ่านได้ที่ รีวิวการปฏิบัติธรรม 10 วัน

เมื่อเดินทางไปถึงก็จะต้องลงทะเบียนและฝากของมีค่ารวมทั้งโทรศัพท์มือถือเช่นเดิม การอบรมนั้นเริ่มต้นที่เย็นวันที่ 0 ซึ่งจะมีอาหารเย็นให้ผู้ปฏิบัติทุกท่านในวันนี้ หลังจากนั้นจะมีการปฐมนิเทศซึ่งจะสั้นมากๆ เนื่องจากมีแต่ศิษย์เก่าทั้งหมด และกฎทุกอย่างทั้งการรักษาความเงียบและอื่นๆ นั้นก็ไม่ได้ต่างกันกับหลักสูตร 10 วัน เมื่อปฐมนิเทศเสร็จเรียบร้อยจะมีการแจกเลขที่เก้าอี้และอาสนะ จากนั้นจึงเรียงแถวขึ้นไปปฏิบัติที่ห้องปฏิบัติรวมจนถึงช่วงเวลาประมาณสามทุ่ม

** บทความนี้เขียนขึ้นจากความเข้าใจและประสบการณ์ส่วนตัวผ่านความทรงจำของเรานะคะ หากผิดพลาดประการใด ขออภัยด้วยนะคะ

วันที่ 1

ตารางเวลาการปฏิบัติในวันนี้จะเหมือนกับการปฏิบัติหลักสูตร 10 วัน ในวันแรกทั้งวันจะเป็นการทำอานาปานสติ คือการเฝ้าดูลมหายใจ เน้นการดูลมหายใจเข้าออก ดูลมหายใจยาวหรือสั้น และโฟกัสอยู่ที่ใต้ช่องจมูกเหนือริมฝีปาก ที่ขนาดเล็กประมาณปลายนิ้ว เพื่อเป็นการทำให้จิตตั้งมั่นและลับจิตให้แหลมคม

ส่วนที่แตกต่างอย่างหนึ่งระหว่างหลักสูตร 3 วันและ 10 วันคือสำหรับการปฏิบัติ 3 วันนั้นจะไม่มีการเรียกไปสอบอารมณ์กับอาจารย์ แต่สามารถลงชื่อเข้าพบอาจารย์ได้ทั้ง 3 วัน

สำหรับเราวันแรกนั้นปฏิบัติแล้วรู้สึกฟุ้งซ่านมากก ทั้งเรื่องทางโลกที่มาตั้งแต่ก่อนการปฏิบัติ รวมถึงการเผลอกดดันตัวเองว่า เรามีเวลาแค่สามวันนะ ต้องตั้งใจปฏิบัติ โฟกัสให้ได้มากๆ เพราะเวลามีน้อย ทั้งหมดนี้ทำให้เราฟุ้งซ่าน ไม่สงบเกือบทั้งวัน และเผลอหงุดหงิดตัวเองทั้งๆ ที่รู้ว่าการกดดันหรือการหงุดหงิดตัวเองนั้นมีแต่จะทำให้แย่ลง ซึ่งในวันที่ 2 เราก็ได้ลงชื่อเข้าพบอาจารย์เพื่อถามคำถามและขอคำปรึกษา

ในช่วงค่ำก็จะมีธรรมบรรยายซึ่งเปรียบเสมือนการที่เราได้ทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้ในหลักสูตรสิบวันอีกครั้ง เป็นการเน้นย้ำอีกครั้งว่าการทำอานาปานสติหรือการดูลมหายใจ โดยไม่ท่องคำบริกรรมหรือนึกภาพนิมิตนั้นจะทำให้เราเห็นความจริง ถึงแม้ว่าการดูลมหายใจจะช่วยกำจัดกิเลสได้ในระดับพื้นผิวเท่านั้น แต่เราก็จะได้เริ่มเห็นความจริงของร่างกายว่าลมหายใจสัมพันธ์กับอารมณ์ เห็นธรรมชาติของลมหายใจ และทำให้ช่วงจังหวะหนึ่งเราปราศจากกิเลส เพราะเราไม่ได้อยากให้ลมหายใจเป็นแบบไหน เราไม่ได้อยากให้ลมหายใจสั้นหรือยาว แต่เราแค่เฝ้าสังเกต สังเกตความจริงตามความเป็นจริง

ตั้งแต่ในช่วงกลางคืนเราก็จะเน้นการดูเวทนาที่ใต้ช่องจมูกเหนือริมฝีปากมากกว่าลมหายใจ ซึ่งถ้าจับลมหายใจได้ในบริเวณนั้นด้วยก็ไม่ผิดอะไร เพียงแต่เน้นการดูเวทนาก่อนเพื่อที่จะได้ทำวิปัสสนาในวันถัดไป

วันที่ 2

ในช่วงเช้าของวันนี้หลังจากการทำ group sitting แล้วจะเป็นคำสอนวิปัสสนาเป็นเวลาสองชั่วโมง เปรียบเสมือนได้ทบทวนวิธีการทำวิปัสสนาอีกครั้งหนึ่ง แล้วหลังจากรับวิปัสสนาแล้วเราก็จะทำวิปัสสนากันจนสิ้นสุดการอบรม

ช่วงเช้าในวันนี้ของเราสาหัสมากเนื่องจากเรากินอาหารเช้าค่อนข้างเยอะ ทำให้รู้สึกแน่นท้องไปหมด จนโฟกัสกับการปฏิบัติและวางอุเบกขาแทบไม่ได้เลย คำสอนในหลักสูตรสิบวันลอยขึ้นมาในหัวเลยว่าเวลาเรารับประทานอาหารถึงแม้ว่าจะเหลือแค่วันละสองมื้อแต่เราก็ไม่ควรรับประทานให้อิ่มจนเกินไป วันนี้รู้ซึ้งเลย T^T

ตอนเที่ยงเราได้เข้าพบอาจารย์เพื่อถามคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่สงสัยรวมถึงความหงุดหงิดตัวเองที่เกิดขึ้น ซึ่งได้คำตอบว่าความฟุ้งซ่านนั้นเป็นเรื่องปกติของจิตอยู่แล้ว มีสติรู้ตัวเมื่อไรก็กลับมาไล่ดูเวทนาต่อจากจุดเดิมก่อนจะหลุดไป จิตมันก็เป็นของมันอย่างนั้นแหละ ถือว่าเราได้เห็นธรรมชาติของมันแล้ว ไม่ต้องไปหงุดหงิดตัวเอง เพราะยิ่งหงุดหงิดยิ่งเป็นการพอกกิเลสให้หนาขึ้นไปอีก เราก็แค่ต้องกลับมาทำงานของเราต่อคือการทำอานาปานสติ หรือการทำวิปัสสนา

และมีประโยคหนึ่งจากอาจารย์ที่เราชอบมากใจความว่า จิตใจของเราเองยังควบคุมไม่ได้เลย ยิ่งเรื่องภายนอกยิ่งไม่ต้องพูดถึง เราก็ควบคุมอะไรไม่ได้เหมือนกัน ประโยคนี้ติดอยู่ในใจเราจนถึงปัจจุบัน เพราะมันคือเรื่องจริงจากภายในตัวของเราเองที่สะท้อนออกมาให้เห็นธรรมชาติของโลกภายนอก ซึ่งเป็นประโยชน์กับการใช้ชีวิตมาก

หลังจากที่ได้คุยกับอาจารย์ จิตใจเราก็กลายเป็นสงบขึ้น และแทบจะไม่หงุดหงิดตัวเองอีกแล้ว พอนิ่งขึ้นก็เริ่มมีคำถามบางอย่างที่ไม่เคยนึกถึงมาก่อนเกิดขึ้น วันถัดมาเราจึงได้ลงชื่อเข้าพบอาจารย์อีกครั้ง

วันที่ 3

วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว ซึ่งเวลาผ่านไปไวมากก การอบรมจะสิ้นสุดในวันนี้เวลาประมาณ 15.30 น. สำหรับช่วงเช้าจะมี group sitting ตามปกติต่อด้วยเมตตาภาวนา ภายหลังจบการทำเมตตาภาวนาในช่วงเช้า กฎการรักษาความเงียบก็จะสิ้นสุดลง ผู้ปฏิบัติสามารถบริจาคเงิน รวมถึงซื้อหนังสือหรือวิทยุเสียงของท่านอาจารย์โกเอ็นก้าได้ในช่วงเวลานี้ จากนั้นจะมีการปัจฉิมนิเทศสั้นๆ แล้วจึงปล่อยให้ผู้ปฏิบัติไปรับประทานอาหารกลางวัน ทำความสะอาดห้องพัก และพักผ่อน ก่อนจะมี group sitting อีกครั้งในเวลา 13.00 น.

หลังจากรับประทานอาหารกลางวันแล้วเราก็ได้เข้าพบอาจารย์อีกครั้งพร้อมถามคำถามที่สงสัยเกี่ยวกับการปฏิบัติ แล้วบทสนทนาก็พาให้อาจารย์ได้เน้นย้ำกับเราว่าทุกอย่างคืออนิจจัง ทุกสิ่งทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ยิ่งเราหวังว่าอยากให้อนาคตเป็นอย่างนั้น เราต้องเป็นอย่างนี้ ยิ่งเป็นเหมือนการสุมกิเลส พอกกิเลสให้หนักขึ้นเข้าไปอีก เรื่องราวในอดีตนั้นเราแก้ไขไม่ได้ ส่วนอนาคตก็ยังมาไม่ถึง ไม่ใช่ว่าเราไม่ต้องวางแผน หรือทำตัวเป็น robot ไม่สนใจอะไร แต่ให้เราวางแผนเท่าที่จำเป็นและพอดี และทำวันนี้ให้ดีที่สุด

แล้วเราก็ถามอาจารย์เป็นคำถามสุดท้ายประมาณว่า เราเห็นอนิจจังในร่างกายเรานะ ความเจ็บปวดและความรู้สึกมันเกิดขึ้นและดับไปจริง แต่พอมองออกไปข้างนอก เรื่องในโลกข้างนอกเรายังวางไม่ได้เลย ต้องฝึกปฏิบัติต่อเรื่อยๆ ใช่มั้ย ซึ่งอาจารย์ก็บอกว่าใช่ การปฏิบัตินั้นเปรียบเสมือนแบบฝึกหัดที่ต้องทำบ่อยๆ ทำเรื่อยๆ แล้วจะพัฒนาขึ้น การสอบถามอาจารย์ครั้งนี้จึงเหมือนการเติมไฟให้เราตั้งใจปฏิบัติต่อไป

สำหรับช่วงบ่ายจะเป็น group sitting ต่อด้วยธรรมบรรยาย และทำเมตตาภาวนาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะสิ้นสุดในเวลาประมาณ 15.30 น. ถือเป็นการสิ้นสุดการอบรมหลักสูตร 3 วัน

3 วันที่เปรียบเสมือนการทบทวน

ส่วนตัวรู้สึกว่าสามวันนั้นเร็วมากก แล้วยิ่งเราเป็นคนที่ฟุ้งซ่าน พอรู้สึกสงบและนิ่งขึ้นแล้วก็ใกล้ได้เวลากลับแล้ว 555+ บรรยากาศในคอร์สสามวันนั้นจะให้ความรู้สึกเข้มข้นและจริงจังมากกว่าเนื่องจากมีแต่ผู้ปฏิบัติเก่าและมีเวลาน้อย หากศิษย์เก่าท่านใดไม่มีเวลาว่างพอที่จะเข้ารับการอบรมหลักสูตร 10 วัน การเข้าอบรมหลักสูตร 3 วันถึงแม้ว่าระยะเวลาจะสั้นแต่ก็ถือเป็นการดีที่จะได้มาทบทวน และได้มาปฏิบัติ

ถึงแม้ว่าส่วนตัวเราจะรู้สึกไม่สงบเท่าหลักสูตร 10 วัน แต่ก็ได้ทบทวนวิธีปฏิบัติ ได้คำตอบเกี่ยวกับการปฏิบัติสงสัย ได้ข้อคิดและคำแนะนำดีๆ ที่คอยย้ำเตือนและสามารถนำไปใช้ในชีวิตต่อได้ ในช่วงที่กฎรักษาความเงียบสิ้นสุดลงเราก็มีโอกาสได้คุยกับพี่ๆ ผู้ปฏิบัติท่านอื่นๆ ซึ่งพี่ๆ ที่เคยปฏิบัติมาเป็นระยะเวลานานก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “อย่าทิ้งการปฏิบัตินะ” นอกจากนี้เราก็ยังได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนกับพี่ๆ บางท่านได้ฟังเรื่องราวประสบการณ์ต่างๆ ทำให้รู้สึกว่ามาที่นี่จะได้เจอมิตรภาพดีๆ เสมอ

เมื่อมองย้อนกลับไปพิจารณาคำว่าอนิจจัง และชีวิตของตัวเอง ก็รู้สึกว่าเตือนสติตัวเองได้เยอะ เป้าหมายหรืออะไรที่เคยวางแผนไว้ในวัยเรียนว่าอนาคตอยากให้ชีวิตเป็นแบบไหน พอโตมาแล้วหน้าตาชีวิตก็ไม่ได้เหมือนกับที่คิดไว้เลย 555+ มีปัจจัยหลายอย่างที่เข้ามาในชีวิตที่เราก็คิดไม่ถึง ชีวิตเราควบคุมอะไรหลายอย่างไม่ได้จริงๆ การมาปฏิบัติธรรมครั้งนี้จึงเหมือนเป็นการเตือนสติให้เราอย่ายึดกับภาพในอนาคตที่คิดไว้ ให้ประกอบเหตุหรือทำปัจจุบันให้ดี แต่ผลลัพธ์นั้นเราไม่อาจควบคุมได้เลย ถ้ายึดไปก็มีแต่จะเพิ่มพูนกิเลสและความทุกข์ให้มากขึ้นกว่าเดิม

สุดท้ายนี้หวังว่าข้อมูลบางส่วนในบทความนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่เข้ามาอ่านไม่มากก็น้อยนะคะ ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านมากๆ ค่ะ